เบื้องหลังอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ที่ใช้ “แรงงานมนุษย์” เป็นต้นทุน

จากการเก็บข้อมูลของ #มูลนิธิอิมมานูเอล ที่ทำงานร่วมกับ DSI, สถานทูต และ NGO อื่นๆ มีการประมาณการว่า มีคนไทยหลายพันคนถูกหลอกลวงให้ไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาประเทศเดียว คาดว่ามีจำนวนถึง 8,000 – 9,000 คน โดยบางองค์กรประเมินว่าอาจสูงถึงหลักหมื่นคน รวบรวมข้อมูลมาจากเหยื่อที่กลับมาขอความช่วยเหลือหรือแจ้งความ รวมถึงครอบครัวของผู้เสียหายที่ร้องเรียนเข้ามา หรือจากผู้เสียหายที่แอบส่งข้อมูลออกมาจากนิคมอุตสาหกรรมสแกมเมอร์เอง

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเหล่านี้กลับถูกซ้ำเติมทั้งจากกระบวนการยุติธรรมไทยที่มองว่าพวกเขาเป็นอาชญากร ทั้งที่ความเป็นจริง พวกเขาคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ถูกตอกย้ำจากภาพจำของสังคมที่ถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อ มองว่าพวกเขาคือ #อาชญากร ที่หลอกลวงเงินจากคนที่หลงตกเป็นเหยื่อ ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า ตัวการที่แท้จริงคือกลุ่มนายทุนเทาจากประเทศจีนที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องทำงานหลอกหลวงทั้งที่ไม่สมัครใจ มีการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายและใจเพื่อกดดันให้พวกเขาต้องทำงาน หากไม่ทำตาม โทษทัณฑ์ที่ตามมาคือการซ้อมทรมาน หรือแม้กระทั่งการสังหารเหยื่อเพื่อปกปิดอาชญากรรมที่ก่อขึ้น

ในโลกปัจจุบันที่สื่อออนไลน์พัฒนาไปไกล มีช่องทางมากมายในการหางาน เปิดช่องให้กลุ่มมิจฉาชีพและนายทุนเทาสามารถหลอกลวงให้คนไทยไปทำงานในศูนย์อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ผ่านการประกาศรับสมัครงานในกลุ่มหางานออนไลน์ต่างๆ ชักจูงคนด้วยเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงเกินจริง ทาง #JELI ได้พูดคุยกับคุณจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานกรรมการมูลนิธิอิมมานูเอล องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทั้งทางกฎหมายและการฟื้นฟูทางด้านจิตใจต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

ชวนสะท้อนปัญหาที่ลึกเกินกว่านิยามง่ายๆ ว่า #คนโลภ = #คนโง่ ภาพความเป็นจริงที่เหยื่อต้องเผชิญหลังจากถูกล่อลวง สำรวจทัศนะของสังคมไทยต่อเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงาน เปรียบเทียบการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ที่ได้ผลในต่างประเทศ รวมถึงจุดยืนของรัฐไทยต่อประเด็นปัญหานี้

Q: หากอธิบาย “นิคมอุตสาหกรรมสแกมเมอร์” ในเชิงโครงสร้างจริง ๆ มันประกอบด้วยใครบ้าง

A: ถ้าเราเลิกมองมันเป็นแค่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เราจะเห็นว่านี่คือ “อุตสาหกรรม” ที่มีสายการบังคับบัญชาและการแบ่งบทบาทชัดเจนมาก

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ นายทุนระดับบน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจีน ทำหน้าที่เป็นเจ้าของเงิน เจ้าของเครือข่าย และผู้ออกแบบโมเดลธุรกิจทั้งหมด ตั้งแต่การลงทุนอาคาร ระบบอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงระบบฟอกเงิน

นายทุนเหล่านี้จะไม่เลือกตั้งฐานในประเทศที่กฎหมายเข้มแข็ง แต่จะไปเช่าอาคารหรือที่ดินในประเทศที่กฎหมายอ่อนแอหรือรัฐควบคุมพื้นที่ได้จำกัด เช่น กัมพูชา เมียนมา และบางพื้นที่ของลาว โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเมืองชายแดน

ถัดลงมาคือ ผู้เอื้อประโยชน์ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตึก ผู้ดูแลพื้นที่ หรือกลไกรัฐบางส่วนที่ได้รับผลตอบแทน 

การมีอยู่ของคนกลุ่มนี้ทำให้ฐานสแกมเมอร์สามารถดำรงอยู่ได้เป็นปี ๆ โดยไม่ถูกรบกวน

อีกชั้นหนึ่งคือ ขบวนการจัดหาแรงงาน หรือผู้ค้ามนุษย์ พวกนี้คือคนที่สังคมมองไม่เห็น แต่มีบทบาทสำคัญที่สุด พวกเขาไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่ต้น แต่ใช้ “ความหวัง” เป็นเหยื่อล่อ

สุดท้ายคือ แรงงาน หรือในทางกฎหมายควรเรียกว่า “เหยื่อ” ซึ่งเป็นคนที่รับภาระความเสี่ยงทั้งหมด แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกกล่าวโทษมากที่สุด

Q: ปรากฏการณ์นี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

A: มันสะท้อนว่าเศรษฐกิจแรงงานในภูมิภาคนี้ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องรายได้ แต่มีปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่อง “ความไม่มั่นคง” และ “ความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล”

คนจำนวนมากไม่ได้ขาดงาน แต่ขาดงานที่มั่นคง ขาดรายได้ที่เพียงพอ และขาดช่องทางตรวจสอบข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อโลกของการหางานย้ายมาอยู่บนออนไลน์ การหลอกลวงจึงไม่จำกัดอยู่แค่คนจนหรือคนการศึกษาต่ำ

ในกรณีประเทศไทย เหยื่อมีตั้งแต่แรงงานทั่วไปไปจนถึงคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก คนที่พูดภาษาจีนได้ หรือมีทักษะเฉพาะ กลุ่มหลังกลับยิ่งตกเป็นเป้า เพราะงานที่เสนอให้ “ดูสมเหตุสมผล” กับทักษะของเขา

Q: วิธีการล่อลวงทำงานอย่างไร ทำไมคนจำนวนมากถึงหลงเชื่อ

A: ขบวนการนี้ไม่หลอกแบบโจ่งแจ้ง พวกเขาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ที่ดูปลอดภัยที่สุด นั่นคือ “กลุ่มหางานจริง” บนโซเชียลมีเดีย

งานที่ประกาศมักเป็นงานทั่วไป เช่น ล่าม แอดมิน ตอบแชต แพ็กสินค้า หรือพนักงานบริการ เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ย มีสวัสดิการเกินจริง เช่น ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก หรือวันหยุดยืดหยุ่น

ช่วงหลัง เมื่อข่าวการถูกหลอกไปต่างประเทศเริ่มเป็นที่รู้จัก วิธีการก็ปรับทันที จากเดิมที่บอกว่าไปทำงานต่างประเทศ ก็เปลี่ยนมาอ้างว่าเป็นงานในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้ชายแดน

เหยื่อจะถูกชักชวนให้เดินทางมาเอง พอมาถึงแล้วจึงถูกบอกว่า “ต้องไปฝึกงานก่อน” ในพื้นที่ชายแดน และนั่นคือจุดที่เส้นทางชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่มีทางย้อนกลับ

Q: เกิดอะไรขึ้นเมื่อเหยื่อเข้าสู่พื้นที่ควบคุม

A: ทันทีที่ถึงพื้นที่ชายแดน เหยื่อจะเริ่มถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สัญญาณโทรศัพท์หาย โทรศัพท์ถูกยึด เอกสารถูกเก็บ

เมื่อเข้าสู่ตึก ทุกอย่างกลายเป็นระบบปิด มีการ์ด มีผู้คุม และมีการควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง การทำงานไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการมีชีวิตอยู่

ถ้าทำงานไม่ได้ ทำยอดไม่ได้ หรือพยายามขัดขืน จะถูกลงโทษ ตั้งแต่การข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า ไปจนถึงการทรมานรุนแรง บางคนไม่รอดชีวิตออกมา

ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มีการบันทึกได้เป็นเพียง “เศษเสี้ยว” ของความจริง เพราะไม่มีใครรู้ว่ามีกี่คนที่หายไปโดยไม่มีหลักฐานหลงเหลือ

Q: มีคนสมัครใจไปเป็นสแกมเมอร์จริงหรือไม่

A: นี่คือคำถามที่สังคมใช้ตัดสินเหยื่อมากที่สุด และเป็นคำถามที่ผิดตั้งแต่ต้น

ทุกคนสมัครใจไปทำงาน แต่ไม่มีใครสมัครใจไปถูกกักขัง ถูกทรมาน หรือถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรม

งานสแกมเมอร์แทบไม่เคยประกาศรับตรง ๆ เพราะถ้าบอกความจริงตั้งแต่แรก ก็จะไม่มีใครไป

วาทกรรมเรื่อง “สมัครใจ” ถูกผลิตขึ้นเพื่อเบี่ยงความสนใจออกจากโครงสร้างอาชญากรรม และผลักภาระความผิดทั้งหมดให้ตกอยู่กับแรงงาน

Q: ในมุมกฎหมายระหว่างประเทศ คนเหล่านี้ควรถูกมองอย่างไร

A: ตามมาตรฐานสากล หากเข้าองค์ประกอบครบ ไม่ว่าจะเป็นการล่อลวง การนำพา การกักขัง การใช้อำนาจโดยมิชอบ และการบังคับใช้แรงงาน นี่คือคดีค้ามนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย

คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แรงงาน แต่คือนายทุน ผู้จัดหา เจ้าของพื้นที่ และเครือข่ายที่รับผลประโยชน์ทางการเงินทั้งหมด

Q: แล้วเหตุใดในความเป็นจริง เหยื่อจำนวนมากกลับถูกดำเนินคดี

A: ปัญหาใหญ่ของไทยคือการคัดแยกเหยื่อยังไม่เป็นระบบ เมื่อเหยื่อกลับมา เจ้าหน้าที่มักใช้กฎหมายอาญาทั่วไปจัดการก่อน โดยไม่พิจารณาบริบทการถูกบังคับ

ผลคือเหยื่อถูกกระทำซ้ำ ถูกตีตรา และบางคนถึงขั้นสิ้นหวังจนกลับเข้าไปในวงจรเดิมอีกครั้ง เพราะไม่เห็นทางเลือกอื่นในชีวิต

Q: การเยียวยาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่

A: รัฐมีระบบเยียวยาและกองทุนช่วยเหลือของ พม. แต่จำนวนเหยื่อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าศักยภาพของระบบมาก

ภาคประชาสังคมจึงต้องเข้ามาอุดช่องว่าง ทั้งการฟื้นฟูจิตใจ การให้ความรู้ทางกฎหมาย การช่วยหาหลักฐาน และการพาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การรักษาอาการบาดเจ็บ แต่คือการทำให้เหยื่อกลับมาเชื่อว่าเขา “ไม่ได้ผิด”

Q: สังคมเข้าใจปัญหานี้ผิดตรงไหนมากที่สุด

A: สังคมยังติดภาพการค้ามนุษย์แบบเก่า ที่ต้องเห็นโซ่ตรวนหรือการล่ามโซ่ เมื่อไม่เห็นภาพเหล่านั้น คนจึงคิดว่าเหยื่อไปเอง

ความไม่เข้าใจนี้ทำให้การตีตราเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำให้อุตสาหกรรมนี้ดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างเงียบงัน

Q: บทบาทของสื่อสำคัญต่อการทำความเข้าใจปัญหานิคมสแกมเมอร์อย่างไร

A: สื่อมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นตัวกลางหลักที่ทำให้สังคมเข้าใจว่าคนที่อยู่ในนิคมสแกมเมอร์เข้าไปได้อย่างไร
หากสื่อเล่าเพียงปลายเหตุว่า “ทำงานสแกมเมอร์” โดยไม่อธิบายกระบวนการล่อลวงและการควบคุม จะทำให้สังคมเข้าใจว่าแรงงานสมัครใจไปทำผิด

Q: สื่อควรตั้งคำถามกับใคร มากกว่าตั้งคำถามกับแรงงาน

A: สื่อควรตั้งคำถามกับโครงสร้างมากกว่าแรงงาน
เช่น ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ใครเป็นเจ้าของสถานที่ ใครเอื้อให้ฐานเหล่านี้ตั้งอยู่ได้
ไม่ใช่ตั้งคำถามว่า “ทำไมถึงไปทำงานแบบนั้น”

Q: การใช้ภาษาและกรอบการเล่าเรื่องของสื่อมีผลอย่างไร

A: การใช้ภาษามีผลโดยตรงต่อทัศนคติของสังคม
ถ้าใช้ภาษาที่เหมารวมว่าแรงงานคืออาชญากร จะยิ่งซ้ำเติมเหยื่อ
แต่ถ้าอธิบายให้เห็นว่าแรงงานถูกหลอก ถูกควบคุม และถูกบังคับ สังคมจะเข้าใจบริบทมากขึ้น

Q: มีประเทศไหนในภูมิภาคที่จัดการปัญหานิคมสแกมเมอร์ได้ดีกว่าไทยบ้าง

A: มีตัวอย่างที่ถูกพูดถึงคือ ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เองก็เคยมีฐานสแกมเมอร์จำนวนมาก และคนไทยเคยตกเป็นเหยื่อที่ถูกพาไปทำงานที่นั่นเช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างคือ ฟิลิปปินส์เข้าใจปัญหานี้ว่าเป็น “การค้ามนุษย์”

Q: ฟิลิปปินส์จัดการปัญหานี้อย่างไรตามที่พบจากประสบการณ์ทำงาน

A: ฟิลิปปินส์ใช้แนวทางกวาดล้างจริงจัง เข้าไปจัดการฐานที่กักขังและบังคับคนทำงาน ไม่ได้มองแค่การทำผิดออนไลน์ แต่จัดการกับสถานที่และโครงสร้างที่ใช้ขังคนและบังคับใช้แรงงาน

Q: แนวทางของฟิลิปปินส์ต่างจากไทยตรงไหนมากที่สุด

A: จุดต่างสำคัญคือ ฟิลิปปินส์มองแรงงานเป็นเหยื่อก่อน
เมื่อเข้าไปในฐานสแกมเมอร์ จะช่วยคนออกมาก่อน ไม่ได้เริ่มจากการดำเนินคดีกับแรงงานเหมือนเป็นอาชญากร

Q: บทเรียนจากฟิลิปปินส์ที่สะท้อนกลับมาถึงไทยคืออะไร

A: บทเรียนสำคัญคือ หากรัฐเข้าใจว่านี่คือปัญหาการค้ามนุษย์ตั้งแต่ต้น
การจัดการจะเปลี่ยนจากการจับปลายเหตุ มาเป็นการจัดการโครงสร้าง
และแรงงานจะไม่ถูกผลักให้กลายเป็นอาชญากรตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้รับการช่วยเหลือ

Q: หากอีก 5–10 ปี ไทยยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จะเกิดอะไรขึ้น

A: อาชญากรรมจะฝังรากลึก เงินจากการค้ามนุษย์จะไหลเข้าสู่ระบบการเมืองและเศรษฐกิจ
ความรุนแรงจะเพิ่ม คนจะตายมากขึ้น และประเทศอาจถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

สุดท้าย ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่เหยื่อ แต่จะย้อนกลับมาทำลายทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของโลกต่อประเทศนี้